Japan 101 ติวเข้มก่อนไปญี่ปุ่น! 60 ข้อน่ารู้เมื่อไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง

Japan 101 ติวเข้มก่อนไปญี่ปุ่น! 60 ข้อน่ารู้เมื่อไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง

31883
SHARE
Thailand Passport

สวัสดีค่านักเรียนทุกคน ขอต้อนรับเข้าสู่คอร์ส Japan 101 ติวเข้มก่อนไปญี่ปุ่น นะคะ

วันนี้เราได้ลิส 60 ข้อน่ารู้เมื่อไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง ซึ่งได้รวบรวมข้อมูลจากประสบการณ์จริงของตัวเอง บางอย่างก็ไม่มีในหนังสือท่องเที่ยวนะคะ อยากให้ได้ลองอ่านกันก่อนที่จะไปญี่ปุ่นกัน จะได้เที่ยวกันได้อย่างราบรื่น

60 ข้อน่ารู้เมื่อไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง

ข้อมูลทั่วไปของญี่ปุ่น

1. ทำเลที่ตั้ง : ภูมิภาคเอเชียตะวันออกในมหาสมุทรแปซิฟิก

2. สภาพภูมิศาสตร์ :  หมู่เกาะแบ่งเป็น 4 เกาะหลัก / 8 ภูมิภาค / 47 จังหวัด

ข้อมูลเพิ่มเติม
แผนที่และรายชื่อ 8 ภูมิภาคและ 47 จังหวัดของประเทศญี่ปุ่น

3. เมืองหลวง : โตเกียว (Tokyo)

ข้อมูลเพิ่มเติม
คู่มือท่องเที่ยวโตเกียว (Tokyo Guide)

4. เมืองท่องเที่ยวยอดนิยม : ไล่จากเหนือลงใต้

・ ฮอกไกโด (Hokkaido)
・ อาโอโมริ (Aomori)
・ เซนได (Sendai)
・ นิกโก้ (Nikko)
・ โตเกียว (Tokyo)
・ โยโกฮาม่า (Yokohama)
・ คาวากุจิโกะ (Kawaguchiko)
・ ทาคายาม่า (Takayama)
・ นาโกย่า (Nagoya)
・ โอซาก้า (Osaka)
・ เกียวโต (Kyoto)
・ โกเบ (Kobe)
・ นารา (Nara)
・ ฮิโรชิม่า (Hiroshima)
・ ฟุกุโอกะ (Fukuoka)
・ คุมาโมโต้ (Kumamoto)
・ โอกินาว่า (Okinawa)


Fuji Shibazakura
ทุ่งดอกชิบะซากุระและภูเขาไฟฟูจิที่คาวากุจิโกะ

5. อุณหภูมิเฉลี่ยโดยประมาณ :

・ ฤดูใบไม้ผลิ (มี.ค – พ.ค)  13 – 25 องศา
・ ฤดูร้อน (มิ.ย. – ส.ค.)  30 – 35 องศา
・ ฤดูใบไม้ร่วง (ก.ย. – พ.ย.) 22 – 27 องศา
・ ฤดูหนาว (ธ.ค. – ก.พ.)  5 – 7 องศา
*อุณหภูมิและสภาพอากาศอาจแตกต่างกันไปตามภูมิภาค
*สามารถดูพยากรณ์อากาศได้ที่ www.jnto.go.jp/weather/ (ภาษาไทย)

ข้อมูลเพิ่มเติม
7 เหตุผลที่ควรดูพยากรณ์อากาศเมื่อมาเที่ยวที่ญี่ปุ่น
・ 10 ไอเทมที่ควรพกเมื่อมาเที่ยวช่วงหน้าร้อนญี่ปุ่น!
・ 7 ไอเทมที่ควรพกเมื่อมาเที่ยวช่วงหน้าหนาวญี่ปุ่น!
เคล็ดลับการจัดกระเป๋าไปญี่ปุ่นด้วยวิธีการหาร 2!!!

6. สกุลเงิน : เยน (แลกตามร้านรับแลกเงินจะได้เรทดีกว่าธนาคาร)

7. กระแสไฟฟ้า : 110 V (ใช้ปลั๊ก 2 ขาหัวแบน)

ข้อมูลเพิ่มเติม
・ ปลั๊กไฟญี่ปุ่น กระแสไฟฟ้าที่ญี่ปุ่น เขาใช้แบบไหนกันนะ??

8. วีซ่า : ไม่ต้องขอวีซ่าหากไปท่องเที่ยวญี่ปุ่นไม่เกิน 15 วัน ใช้เพียงพาสปอร์ต

ข้อมูลเพิ่มเติม
การทำพาสปอร์ต (Passport) แบบ Walk-in และแบบ Online

9. เวลา : เร็วกว่าไทย 2 ชั่วโมง

10. ระยะเวลาในการเดินทางจากกรุงเทพ :

・ ขาไป ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมงขึ้นไป
・ ขากลับ ใช้เวลาประมาณ 7 ชั่วโมงขึ้นไป
*อ้างอิงจากเที่ยวบินตรงมาโตเกียว

ข้อมูลเพิ่มเติม
เส้นทางบินไปญี่ปุ่น & สายการบินไปญี่ปุ่น แบบบินตรงและแวะพัก

สนามบินนาริตะและสายการบินเจแปนแอร์ไลน์
สนามบินนาริตะ

ระหว่างท่องเที่ยวในญี่ปุ่น

11. แผ่นดินไหว : เป็นสิ่งที่เกิดได้เสมอในญี่ปุ่น แนะนำให้โหลดแอ๊พ Yurekuru Call (แอปเป็นภาษาอังกฤษ) ไว้ในมือถือจะช่วยเตือนเราได้

12. การใช้ไม้เซลฟี่ : บางสถานที่ห้ามใช้ไม้เซลฟี่ เช่น โตเกียว ดิสนีย์แลนด์ พิพิธภัณฑ์ต่างๆ ชานชาลารถไฟ รวมถึงการหลีกเลี่ยงการใช้ไม้เซลฟี่ในสถานที่ที่คนคับคั่งเพราะอาจเกิดอันตรายต่อผู้อื่นได้

13. อินเตอร์เน็ต : ที่ญี่ปุ่นมี Wifi ให้ใช้ฟรีในหลายสถานที่ เช่น โรงแรม สนามบิน สถานีรถไฟ  ร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า หรือจะเช่า Pocket Wifi จากไทยไป (สามารถแชร์เน็ตกันได้หลายคน แต่ต้องอยู่ใกล้ๆ กัน) ซื้อ Sim card หรือเปิด Roaming ก็ได้แล้วแต่ความสะดวก

14. การหลงทางเป็นเรื่องปกติ ถ้าให้ดีควรลองศึกษาเส้นทางไว้ก่อนด้วย Google Street View จะได้พอคุ้นๆ เวลาไปเที่ยวจริงๆ หรือใช้ GPS ใน Google Map ก็พอช่วยได้ แต่บางทีเดินๆ อยู่กระเด้งไปอยู่อีกถนนบนแผนที่ ก็งงกันไป

15. พยายามเลือกที่พักที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟ เดินไม่เกิน 5 นาที ถ้าไม่อยากเดินกันจนปวดน่อง (5 นาทีของคนญี่ปุ่น คือ 10 นาทีของคนไทยนะจะบอกให้ มันไกลมากในความรู้สึกของเรา)

16. โรงแรมโดยทั่วไปจะเปิดให้ Check in หลัง 15:00 น. และ Check out ก่อน 10:00 น. ทั้งก่อนและหลังสามารถฝากกระเป๋าไว้กับทางโรงแรมได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือจะไปเสียเงินใช้บริการตู้ล็อคเกอร์ก็ได้

17. ตู้ล็อคเกอร์มีอยู่ทั่วไปตามสถานีรถไฟและสถานที่ต่างๆ เช่น ห้างสรรพสินค้า แต่บางแห่งอาจมีเพียงไซส์เล็ก ไม่สามารถเก็บกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ๆ ได้ ถ้าเป็นสถานีรถไฟใหญ่ๆ จะมีตู้ล็อคเกอร์ตั้งแต่ช่องเล็กจนใหญ่ แต่ช่องใหญ่ๆ มักมีจำนวนน้อยและอาจไม่ว่างด้วย (สามารถฝากได้ไม่เกิน 3 วัน)

18. ถ้าไม่อยากลากกระเป๋าเอง ก็มีบริการส่งกระเป๋าระหว่างสนามบินและที่พัก รวมถึงการส่งกระเป๋าจากที่พักข้ามเมือง ที่นิยมใช้คือบริการของบริษัทแมวดำ ​Kuroneko Yamato (www.kuronekoyamato.co.jp/en/)

ตู้ล็อคเกอร์
ตู้ล็อคเกอร์

การช้อปปิ้งในญี่ปุ่น

19. สินค้าส่วนใหญ่จะมีภาษี 8% เวลาชำระเงินต้องสังเกตให้ดีเพราะบางป้ายยังไม่รวมภาษี จะได้เตรียมเงินได้พร้อม

20. เวลาชำระเงิน ให้วางเงินลงในถาดสีฟ้าตรงแคชเชียร์ (ถ้ามี)

21. ร้านที่มีป้าย Tax Free สามารถทำเรื่องยกเว้นภาษีได้เลยที่แคชเชียร์เมื่อซื้อถึงยอดที่กำหนดในบิลเดียวกัน (ไม่รวมภาษี) โดยแยกคิดเงินเป็น

・ สินค้าทั่วไป (เช่น เสื้อผ้า สินค้าแฟชั่น เครื่องใช้ไฟฟ้า ของใช้) 5,000 เยนขึ้นไป
・ สินค้าอุปโภคบริโภค (เช่น อาหาร ยา เครื่องสำอาง) 5,000 ขึ้นไป แต่ไม่เกิน 500,000 เยน
*ต้องยื่นพาสปอร์ตตัวจริงตอนชำระเงิน ทางร้านจะเย็บบิลติดไว้ที่พาสปอร์ต ให้ยื่นให้ศุลกากรก่อนผ่านต.ม. ที่สนามบินตอนขาออกจากญี่ปุ่น
*สินค้าที่ทำเรื่องยกเว้นภาษีห้ามแกะใช้ในประเทศญี่ปุ่น (เผื่อโดนเรียกตรวจ)

22. ร้านที่ร่วม Tax Free หาได้ง่ายมากในญี่ปุ่น แม้แต่ 7-11 ก็ยังร่วม

Matsumoto Kiyoshi Shibuya Part 1
ร้านขายยา Matsumoto Kiyoshi

23. เสื่อผ้าแฟชั่นวัยรุ่นผู้หญิงที่ขายทั่วไป ส่วนใหญ่มีแต่ไซส์ M (บ้านเราก็คงเรียก Free Size) ถูกๆ หน่อยก็เริ่มที่ 1,000 กว่าเยน ถ้ามียี่ห้อก็เริ่มประมาณ 3,000 เยน (จะซื้อให้ได้ Tax Free ก็ต้องเกิน 5,000 เยนต่อบิล)

ข้อมูลเพิ่มเติม
30 แบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นสไตล์ญี่ปุ่นสวยๆ น่ารักๆ และน่าซื้อเมื่อไปญี่ปุ่น!!!

24. ห้องลองเสื้อที่ญี่ปุ่นจะมีการยกพื้นขึ้นมา เวลาเข้าไปลอง ให้ถอดร้องเท้าไว้หน้าห้องลองซึ่งต่างจากที่ไทยที่ใส่รองเท้าเข้าไปได้เลย

25. ของฝาก / ของที่มักโดนฝากซื้อยอดนิยม :

・ ขนม เช่น KitKat สารพัดรส, ช็อกโกแล็ต ROYCE, ขนมกล้วย Tokyo Banana, คุกกี้สอดไส้ช็อคโกแล็ต Shiroi Koibito, มันฝรั่ง Calbee
*ขนมทั่วไปอย่าง KitKat ซื้อตามร้านในเมืองถูกกว่าสนามบิน
*ส่วนขนมที่เป็นของฝากอย่าง ROYCE, Tokyo Banana ซื้อใน Duty Free ที่สนามบินจะถูกกว่าเพราะไม่มีภาษี
・ กิฟต์ช็อป เช่น ตุ๊กตา พวงกุญแจ อุปกรณ์เครื่องเขียน ของเล่น
・ ของใช้ เช่น ร่มพับ ตะเกียบ พัด ของจากร้าน 100 เยน
・ เครื่องสำอางญี่ปุ่น เช่น SK-II, Hada Labo, Perfect Whip
・ กระเป๋า เช่น Anello, Kanken, BAO BAO
・ รองเท้าผ้าใบ เช่น Nike, Adidas, Onitsuka Tiger (มีรุ่นเยอะกว่าที่ไทย และราคาถูกกว่ามากกกกก)

ข้อมูลเพิ่มเติม
20 ร้านสำหรับขาช้อปและร้านขายของฝากที่ไม่ควรพลาดเมื่อไปเที่ยวญี่ปุ่น

26. เครื่องสำอางมีขายตามร้านขายยา เช่น Matsumoto Kiyoshi ร้านขายสินค้าลดราคา เช่น ดองกี้ (Don Quijote) รวมถึง ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟาฟ้าอย่าง Bic Camera, Labi

ข้อมูลเพิ่มเติม
18 แบรนด์เครื่องสำอางญี่ปุ่น ที่ไม่ควรพลาดเมื่อไปเยือนญี่ปุ่น!
“Matsumoto Kiyoshi” ร้าน Drugstore ญี่ปุ่นที่ขาช้อปต้องขอแวะ!

27. ห้างสรรพสินค้าที่ญี่ปุ่นปิดเร็วมาก ประมาณ 20:00 – 21:00 น. แต่ร้านอาหารในห้างอาจเปิดจนถึง 23:00 น.

28. ช้อปเพลิน เงินหมด กดเงินเยนจากแบงค์ที่ไทยได้ที่ตู้ ATM ของ SEVEN BANK สามารถหาได้ง่ายตามสถานีรถไฟ และร้าน 7-11 (มีค่ากด 100 บาทต่อครั้ง)

ROYCE' CHOCOLATE
ROYCE’ CHOCOLATE ในสนามบินนาริตะ

อาหารการกินในญี่ปุ่น

29. จริงๆ แล้วอาหารในญี่ปุ่นไม่แพงเลย 400-500 เยนก็อิ่มได้ (ส่วนใหญ่จะหมดเงินไปกับพวกขนมมากกว่า)

・ ข้าวกล่องในร้านสะดวกซื้ออยู่ประมาณ 300-400 เยน โดยมากมักมีที่นั่งให้นั่งทานในร้านด้วย
・ เบอร์เกอร์ใน McDonald ก็ 300 กว่าเยน ถ้าเป็นเซ็ทก็ 700 กว่าเยน
・ อาหารตามร้านที่เป็น Local (คือมีแต่ภาษาญี่ปุ่นทั้งร้าน ฮาาา) จานละประมาณ 400 เยน เป็นเซ็ทมีเครื่องเคียง มีซุปก็ 700-800 เยน ส่วนใหญ่จะเป็นเคาท์เตอร์นั่งทานเร็วเคลมเร็ว ถ้าเข้าร้านที่ดูดีหน่อยก็ 800 เยนอัพต่อจาน

30. การชำระเงินในร้านอาหารหลักๆ มีอยู่ 3 แบบ

・ สั่งอาหารและชำระเงินที่แคชเชียร์ แล้วรอรับอาหาร
・ กดซื้อคูปองตรงทางเข้าร้าน แล้วนำไปยื่นให้พนักงาน (พบได้ในร้านทั่วไป รวมถึงในฟู้ดคอร์ท)
・ สั่งอาหาร ทานเสร็จแล้วค่อยลุกไปชำระเงินที่แคชเชียร์ หรือเรียกพนักงานมาคิดเงินที่โต๊ะ

31. ไม่ต้องให้ทิปพนักงาน (ที่ญี่ปุ่นไม่มีธรรมเนียมให้และรับทิป)

อาหารราคาประหยัด
ร้านขายอาหารที่อุเอโนะ (โตเกียว)

น้ำเปล่าและเครื่องดื่มในญี่ปุ่น

32. น้ำประปาจากก๊อกสามารถดื่มได้ หากไม่ชอบก็สามาถซื้อน้ำเปล่าเป็นขวดได้ น้ำแร่ขวดไซส์ทั่วไป 500 ml อยู่ประมาณ 90-120 ซึ่งราคาเกือบพอๆ กับพวกชาหรือน้ำอัดลมเลย

33. ตามร้านอาหารและฟู้ดคอร์ทมีน้ำเปล่าหรือน้ำชาให้ฟรี เติมได้ไม่อั้น (แต่บางที่อาจบอกว่าได้โปรดอย่าเอากระติกหรือขวดมาเติมเลย ฮาาา)

34. ซื้อน้ำจากตู้ขายอัตโนมัติมักถูกกว่าร้านสะดวกซื้อเพราะไม่มีภาษีอีก 8% บางตู้ยังมีให้เลือกทั้งเครื่องดื่มแบบเย็นและร้อน

35. คนญี่ปุ่นชอบดื่มเบียร์ ดื่มกันเป็นน้ำเปล่าเลย หาซื้อได้ง่ายมาก ขนาดสายๆ ก็ยังมานั่งดื่มกันที่ลานเบียร์แล้ว

ข้อมูลเพิ่มเติม
9 เบียร์ยอดฮิตที่ต้องลองเมื่อมาเยือนญี่ปุ่น!!!

Vending Machine in Japan
ตู้ขายน้ำอัตโนมัติ

การทิ้งขยะในญี่ปุ่น

36. ที่ทิ้งขยะค่อนข้างหายาก จึงควรพยายามอย่าสร้างขยะ เช่น หากซื้อของกินแล้วควรรีบทานให้เสร็จ แล้วทิ้งลงถังขยะที่ทางร้านจัดไว้ให้ (ไม่ควรเดินไป กินอาหารไปในญี่ปุ่น)

37. ต้องแยกขยะเวลาทิ้ง แต่ละที่จะแยกไม่เหมือนกัน อาจเป็นแบบง่ายๆ เช่น ขยะเผาได้ อย่างพวกกระดาษ และเผาไม่ได้ อย่างพวกพลาสติก (หนาๆ) แก้ว โลหะ หากแยกแบบละเอียดขึ้นมาอีก อาจจะแบ่งเป็น กระดาษ ขวดแก้ว ขวดพลาสติก กระป๋อง และขยะอื่นๆ เป็นต้น

38. ที่ญี่ปุ่นมีกำหนดวันทิ้งขยะแต่ละประเภท แต่ถ้าพักตามโรงแรมก็ไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ อย่างมากแค่แยกขยะทิ้งให้ถูกถังตามที่โรงแรมจัดไว้ให้

ข้อมูลเพิ่มเติม
วิธีการแยกขยะและทิ้งขยะง่ายๆ แบบคนญี่ปุ่น แค่มาเที่ยวก็ทำได้!

การใช้ห้องน้ำในญี่ปุ่น

39. ห้องน้ำหาได้ง่ายตามสถานีรถไฟ ห้างสรรพสินค้า รวมถึงร้านค้าใหญ่ๆ สะอาดด้วย! ฟรีด้วย!

40. ห้องน้ำมี 2 แบบ คือ แบบตะวันตก (โถชักโครก) และแบบญี่ปุ่น (นั่งยองๆ หันหน้าเข้าตรงส่วนยื่นขึ้นมาของโถ

41. ห้องน้ำแบบตะวันตกเป็นแบบสมัยใหม่ จะมีระดับความทันสมัยต่างกัน บางแห่งมีเซ็นเซอร์ราดน้ำให้เองได้เวลาลุก มีเสียงเพลงกลบเสียงทำธุระ บางแห่งต้องหาปุ่มกดราดน้ำเอง กดเปิดเสียงเอง (ที่ทำให้งงที่สุดคือเวลากดราดน้ำนี่ล่ะ บางทีก็เอาปุ่มไปซ่อนไว้ซะไกลโถ)

42. ในห้องน้ำที่ญี่ปุ่นไม่มีสายฉีดแบบบ้านเรา แต่ที่ฉีดจะอยู่ในโถส้วมแบบตะวันตกซึ่งต้องกดปุ่มสั่งเอาเอง สามารถปรับระดับความแรงได้

43. ให้ทิ้งกระดาษชำระลงในโถชักโครกได้เลยแล้วกดราดน้ำ

44. ในห้องน้ำผู้หญิงโดยมากจะแยกเป็นโซนสำหรับล้างมือ และโซนสำหรับแต่งหน้าพร้อมที่วางกระเป๋าให้ด้วย ถ้ามีโซนแบ่งชัดเจนก็ไม่ควรไปยืนแต่งหน้าขวางคนที่จะล้างมือ

วิธีการใช้ห้องน้ำในญี่ปุ่น
วิธีการใช้ห้องน้ำในญี่ปุ่น

การเข้าแถวในญี่ปุ่น

45. หากไปเที่ยวช่วงวันหยุด จะเจอคิวยาวเข้าแถวเป็นหางว่าว ไม่ว่าจะเข้าร้านอาหาร ซื้อขนม เข้าห้องน้ำ อันนี้ต้องทำใจอย่างเดียว ถ้าเป็นร้านดังๆ หน่อย ขนาดเลือกทานตอนบ่ายๆ คิวก็ยังยาวอยูดี

46. เวลาขึ้นบันไดเลื่อน มักนิยมยืนชิดด้านในด้านหนึ่งเพื่อให้คนอื่นได้เดินแซงขึ้นไปได้ โดยแถบโตเกียวจะยืนชิดซ้าย ส่วนแถบโอซาก้าจะยืนชิดขวา

การใช้รถไฟในญี่ปุ่น

47. เว็บไซต์ที่นิยมใช้เช็คตารางรถไฟและเส้นทาง www.hyperdia.com (ภาษาอังกฤษ)

48. สามารถซื้อตั๋วรถไฟ บัตรเติมเงิน (IC Card) เติมเงินในบัตร รวมถึงตั๋วส่วนลด (Value Ticket) ได้ที่ตู้อัตโนมัติในสถานี หากซื้อตั๋วผิด เงินไม่พอ แตะออกช่องตรวจตั๋วไม่ได้ ให้ไปที่ตู้ปรับราคาตั๋ว (Fare Adjustment) ใกล้ๆ บริเวณช่องตรวจตั๋ว เพื่อเสียเงินส่วนต่างเพิ่ม

ข้อมูลเพิ่มเติม
วิธีการซื้อตั๋วรถไฟญี่ปุ่นด้วยตัวเอง ง้าย ง่าย ใน 5 ขั้นตอน
วิธีการทำบัตร Suica ที่ตู้ขายตั๋วอัตโนมัติ ง้าย ง่าย ใน 8 ขั้นตอน

49. เวลาอยู่บนรถสาธารณะ ให้เปิดโทรศัพท์มือถือเป็น Manner Mode หรือระบบสั่น (ปิดเสียงเรียกเข้า และเสียงเตือนจากโปรแแกรมแช็ทต่างๆ) รวมถึงไม่ควรคุยโทรศัพท์มือถือบนรถสาธารณะ

50. ไม่ลุกให้เด็กหรือผู้สูงอายุนั่งก็ได้ ยกเว้นหากนั่งตรงที่เป็น Priority Seat (คนญี่ปุ่นแอบถ่ายเราได้ยาก เพราะโทรศัพท์มือถือที่ญี่ปุ่นเค้าปิดเสียงชัตเตอร์ของกล้องไม่ได้ หุหุ)

51. ในช่วงเวลาเร่งด่วนของตอนเช้าและตอนเย็น จะมีโบกี้สำหรับผู้หญิง ซึ่งโดยมากจะอยู่โบกี้แรกหรือสุดท้าย ผู้ชายจึงควรตรวจสอบป้ายก่อนขึ้น

52. สามารถดื่มเครื่องดื่มและทานอาหารได้ในสถานีรถไฟ (บนชานชาลายังมีตู้ตั้งขายเลย)

53. ไม่มีกฏการห้ามทานอาหารและเครื่องดื่มบนรถไฟในเมือง (เคยเห็นคนญี่ปุ่นยกขวดน้ำขึ้นมาดื่มเหมือนกัน แต่ยังไงก็ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่กลิ่นแรงซึ่งจะไปยั่วน้ำลายคนอื่นเค้า เอิ๊ก) แต่รถไฟที่วิ่งไกลๆ ระหว่างเมืองสามารถทานอาหารได้ตามสบาย มีที่วางให้พร้อม

54. ในสถานีที่ไม่มีที่กันระหว่างรถไฟกับชานชานลา สามารถเดินหน้าเส้นเหลืองได้ ถ้ารถไฟยังไม่มา เพราะบางช่วงของชานชาลาก็แคบเหลือเกิน (รปภ.ไม่เป่าปรี๊ดให้สะดุ้งจนจะตกรางรถไฟ) แต่ควรงดเดินตอนที่รถไฟมาเพราะอาจโดนลมตีได้

55. ช่วงเที่ยงคืนใกล้เวลาของรถไฟขบวนสุดท้ายในเมืองใหญ่ๆ รถไฟจะแน่นมากและเต็มไปด้วยคนเมา และจะยิ่งพีคมากๆ ตอนช่วงเที่ยงคืนวันศุกร์ หากไม่อยากเจอสภาพเช่นนี้ควรรีบกลับที่พักก่อนเที่ยงคืน

56. ทางออกในสถานีรถไฟมีเยอะมาก ให้มองหาป้ายในสถานีเพื่อดูทางออกที่ใกล้สุดกับสถานที่ที่เราจะไป จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเสียแรงเดินอ้อมโลก

ชานชาลารถไฟ
ชานชาลารถไฟสาย Keisei

การสูบบุหรี่ในญี่ปุ่น

57. คนญี่ปุ่นสูบบุหรี่จัดมาก แม้แต่ในห้างสรรพสินค้าก็ยังมีห้องไว้ให้เข้าไปสูบบุหรี่กัน

58. ตามถนนจะมีโซนสำหรับสูบบุหรี่จัดไว้ให้ ห้ามเดินไปสูบบุหรี่ไป ไม่งั้นอาจโดนปรับ

59. สามารถสูบบุหรี่ในร้านอาหารได้ บางร้านจะมีป้ายบอกแยกโซนไว้ แต่บางร้านก็เป็นร้านปลอดบุหรี่ ควรสังเกตป้ายให้ดีเวลาเลือกที่นั่ง (คนที่ไม่สูบบุหรี่ไป นั่งผิดโซนอาจโดนรมควันได้)

Smoking Area
ที่สูบบุหรี่หน้าสถานี Shibuya

60. สรุปค่าใช้จ่ายหลักๆ เมื่อมาเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง :

・ ค่าตั๋วเครื่องบิน (Low Cost รวมโหลดกระเป๋า ถูกสุดประมาณ 8,000 บาท )
・ ค่าที่พัก (โรงแรม 2 ดาวครึ่ง 2 คนต่อห้อง ตกประมาณ 3,000 บาท ต่อคืน)
・ ค่าเดินทางภายในประเทศญี่ปุ่น (ลองเช็คเส้นทางสถานที่จะไปก่อน จะได้ดูว่าซื้อ Pass จะคุ้มมั้ย)
・ ค่าอาหาร + ค่าขนม + ค่าน้ำ (ไม่อดอยากมากก็วันละ 2,000 เยน)
・ ค่าเข้าชมสถานที่ต่างๆ (ขึ้นอยู่กับสถานที่ที่จะไป)
・ ค่าช้อปปิ้งของส่วนตัว + ของฝาก (แล้วแต่งบประมาณ)
*ลองใส่เลขตามสะดวกแล้วคำนวนดูได้เลยจ้าาา

ท้ายนี้ขอฝากไว้ว่า ควรวางแพลนเที่ยวก่อนไปไว้คร่าวๆ ก็ยังดีนะคะ เช็คว่าเดินทางอย่างไรดี ขึ้นรถลงรถที่ไหน อย่าพยายามไปลุยเอาดาบหน้าถ้าไม่เชี่ยวจริง เพราะจะเสียเวลาโดยใช่เหตุ จะถามเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นแถวนั้น บางทีก็คุยกันไม่รู้เรื่องอีก พาลหงุดหงิดกันไปใหญ่

ควรศึกษาไว้หน่อยว่าสถานที่นี้มีอะไรเด่นๆ บ้าง คิดแพลนสำรองไว้หน่อยด้วย เผื่อบางทีอากาศอาจไม่เป็นใจ เช่น ถ้าฝนตก ก็อาจเปลี่ยนจากเที่ยวกลางแจ้งมาเป็นเที่ยวตามห้างแทน จะได้เที่ยวกันอย่างแฮปปี้และคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปนะคะ

สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีค่าาา

บทความเกี่ยวกับการท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น

คู่มือท่องเที่ยวญี่ปุ่นตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ
รวมบทความท่องเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง

เปรียบเทียบราคาตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นและโรงแรมในญี่ปุ่น

Comments

comments